จุดใหญ่ใจความสำคัญของการลดความอ้วนคือต้องฝึกควบคุมอาหารให้ได้ก่อน ซึ่งนอกจากจะต้องลดพลังงานจากอาหารที่กินในแต่ละวันแล้ว ประเด็นต่อมาก็คือการออกกำลังกายเพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญมากขึ้น แต่พอตกอยู่ในสถานะ “คนอ้วน” ผู้ซึ่งมีน้ำหนักตัวมาก มีอาการเจ็บข้อ เจ็บเข่า หรือมีการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่ค่อยจะคล่องตัวเท่าไร หลายคนนึกไม่ออกว่าจะเริ่มออกกำลังกายยังไงดี วันนี้กระปุกดอทคอมเลยมีวิธีออกกำลังกายสำหรับคนอ้วน มีน้ำหนักตัวมาก มาให้ได้ลองกัน


เช็กร่างกายกับแพทย์เสียก่อน

    

       สำหรับคนที่รู้ตัวว่าน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพก่อนจะเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างจริงจังนะคะ อนึ่งก็เพื่อตรวจเช็กว่าการทำงานของหัวใจปกติดีไหม มีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือมีความเสี่ยงอะไรที่ต้องระมัดระวังในการออกกำลังกายหรือไหม อีกอย่างคือหากเราตรวจร่างกายแล้วพบว่าระดับไขมันในเลือดสูงเกินไป น้ำตาลในเลือดก็ใกล้เสี่ยงโรคเบาหวาน เราจะได้มีกำลังใจในการออกกำลังกายขจัดโรคเรื้อรังเหล่านี้มากขึ้นด้วย


อบอุ่นร่างกายทุกครั้ง


          คนอ้วนส่วนใหญ่มักจะขาดการออกกำลังกาย ดังนั้นก่อนจะฟิตร่างอย่างจริงจัง จำเป็นมาก ๆ ที่ต้องวอร์มอัพสัก 5 นาทีทุกครั้งก่อนเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้เตรียมความพร้อม และช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในระหว่างออกกำลังกายด้วย

 ทั้งนี้ในช่วงแรกของการออกกำลังกาย อาจจะต้องฝึกกายบริหารอย่างต่อเนื่องไปประมาณ 1-2 เดือน หรือจนกว่าจะรู้สึกว่าร่างกายคล่องตัวมากขึ้น เคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น จึงค่อยเพิ่มความหนักในการออกกำลังกาย รวมทั้งเพิ่มเวลาในการออกกำลังกายขึ้นทีละน้อย ตามวิธีออกกำลังกายในข้อถัด ๆ ไป


 

2. โยคะคนอ้วน


    เมื่อเตรียมกล้ามเนื้อและเอ็นข้อต่อมาอย่างดีแล้ว คนอ้วนทุกคนสามารถมาฝึกโยคะเป็นด่านต่อไปได้เลยค่ะ โดยโยคะอาจไม่ช่วยลดน้ำหนักได้มากเท่าการคาร์ดิโอ แต่การฝึกโยคะจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น การหายใจเป็นไปได้สะดวกขึ้น และยังเป็นการออกกำลังกายที่ไม่เสี่ยงต่อแรงกระแทกใด ๆ เหมาะกับคนที่มีน้ำหนักตัวมาก และคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย


3. เดินในน้ำ ว่ายน้ำ


       การออกกำลังกายในน้ำก็ถือว่าเหมาะสำหรับคนอ้วนมาก ๆ เพราะน้ำจะช่วยพยุงตัวเราไว้ ลดแรงกระแทกและลดโอกาสบาดเจ็บ แต่ทั้งนี้การออกกำลังกายในน้ำสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ควรต้องออกแรงเกร็งและยกตัวเองร่วมด้วย โดยพยายามอย่ายืนในสระ ให้ลอยตัวแล้ววิ่งในน้ำ หรือว่ายน้ำไป-มา เพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับเผาผลาญพลังงานในร่างกายเพิ่มด้วย




4. เดินออกกำลังกาย


          อีกหนึ่งวิธีออกกำลังกายที่ช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่สำหรับการเดินเพื่อลดน้ำหนักนั้น ควรต้องเดิน 12,000-15,000 ก้าวต่อวัน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ร่างกายต้องดึงพลังงานออกมาใช้ ก่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในร่างกายเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเดินออกกำลังกายสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ควรต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยควรเดิน 3-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที และต้องสวมใส่รองเท้าสำหรับเดินออกกำลังกายหรือรองเท้าสำหรับวิ่ง เพื่อช่วยรองรับแรงกระแทกด้วยนะคะ


5. เดินเร็ว


       สำหรับคนที่เริ่มเดินคล่องขึ้น เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น สามารถเพิ่มความหนักในการออกกำลังกายมาเดินเร็วได้เลยค่ะ โดยอาจจะเดินเร็วบนลู่วิ่งก่อนในช่วงแรก สัก 20-30 นาที ก็ได้




6. ปั่นจักรยาน


          อีกหนึ่งวิธีออกกำลังกายที่ช่วยเซฟข้อเข่าและข้อต่อได้ และยังจัดเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ขึ้นชื่อเรื่องการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินภายในร่างกายได้ด้วยนะคะ นอกจากนี้การปั่นจักรยานยังช่วยให้รู้สึกเพลิดเพลิน ส่งผลให้หลายคนออกกำลังกายได้นานขึ้น จึงช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหากจะคาร์ดิโอให้ได้เบิร์นไขมัน ควรต้องคาร์ดิโอไม่ต่ำกว่า 30 นาทีต่อครั้งนั่นเอง


      


7. ออกกำลังกายแบบ Low Impact

    

       การออกกำลังกายแบบ Low Impact เป็นวิธีออกกำลังกายที่ช่วยถนอมข้อเข่า ช่วยลดแรงกระแทกต่อข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย เพราะเป็นการออกกำลังกายที่มีการสะท้อนกลับของแรงน้อยนั่นเอง ดังนั้นคนที่กังวลว่าน้ำหนักเกินมาตรฐานจะทำร้ายกระดูกและข้อต่าง ๆ ของร่างกายตัวเอง มาลองออกกำลังกายลดน้ำหนักแบบ Low Impact สิ


     

8. คิกบ็อกซิ่ง


    คิกบ็อกซิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ผสมผสานศิลปะการต่อสู้และการแอโรบิกไว้ด้วยกัน ซึ่งนอกจากจะได้ความสนุกสนานเร้าใจในการออกกำลังกายแล้ว คิกบ็อกซิ่งยังเป็นการคาร์ดิโอที่ช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ขจัดความเครียดได้ แถมยังช่วยบริหารร่างกายได้แทบทุกสัดส่วน ถ้าใครออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจนน้ำหนักเริ่มลดแล้ว มาออกสเต็ปต่อยมวยกันหน่อยเป็นไง


9. วิ่งลดน้ำหนัก


       สำหรับคนที่พร้อมในการวิ่ง ไม่ได้เสี่ยงโรคหัวใจ ไม่ได้เสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง แนะนำให้เริ่มจากการเดินเร็ว 10 นาที พัก 10 วินาที จากนั้นให้จ๊อกกิ้ง 20-30 วินาที แล้วสลับมาเดิน 30 วินาที วนไปอย่างนี้สัก 3 เซต หรือประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้วให้คูลดาวน์ด้วยการเดินใน 5 นาทีสุดท้าย แต่หากรู้สึกว่าร่างกายไม่ไหวก็อย่าฝืนนะคะ สลับมาเดินออกกำลังกายแทนก็ได้





10. เวทเทรนนิ่ง


   สำหรับคนที่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อให้ร่างกายไปพร้อม ๆ กับการลดน้ำหนักด้วย แนะนำให้เล่นเวทเทรนนิ่งหลังจากที่ออกกำลังกายด้วยคาร์ดิโอเสร็จ โดยสูตรนี้จะช่วยให้คุณได้เบิร์นไขมันต่าง ๆ และบิวท์กล้ามเนื้อเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกายได้แบบคูณสอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจต้องยกเว้นกับคนอ้วนที่เป็นโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงด้วยนะคะ เพราะการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงเบ่ง แรงหวด อย่างเวทเทรนนิ่ง หรือการตีเทนนิส อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรคหรือการเสียชีวิตได้ ทว่าหากไม่มีโรคเหล่านี้ติดตัวก็สามารถแอโรบิก คาร์ดิโอ ร่วมกับการเล่นเวทได้เลย


          อย่างไรก็ดี การคูลดาวน์หลังออกกำลังกายเสร็จก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเราไม่ควรหยุดออกกำลังกายอย่างทันที เพราะช่วงเวลานั้นหัวใจจะเต้นแรง และเลือดยังค้างอยู่ตามกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ซึ่งหมายความว่าเลือดยังไม่มีการสูบฉีดไปสู่หัวใจ จึงถือว่าช่วงหยุดออกกำลังกายใหม่ ๆ อันตรายที่สุดก็ว่าได้ และอาจเป็นสาเหตุของความเสี่ยงโรคหัวใจได้ด้วย ดังนั้นหากจะหยุดออกกำลังกายควรต้องค่อย ๆ หยุด โดยใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีในการผ่อนการออกกำลังกายต่าง ๆ เพื่อลดระดับการเต้นของหัวใจให้ช้าลงจนเป็นปกติ รวมทั้งเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายการทำงานลงด้วย

      

          อ้อ ! และนอกจากการออกกำลังกายแล้ว เพื่อให้ลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล ก็ควรควบคุมอาหารด้วยนะคะ